Thursday, 3 September 2026
NEWS FEED

พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันพุ่ง!! สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะใหม่ ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงต่อเนื่อง ชวนใช้ E20 ประหยัดกว่า 5 บาท สนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมันโลกพุ่งหลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะรอบใหม่
พร้อมรณรงค์ประชาชนใช้ E20 เป็นทางเลือก ประหยัดกว่า 5 บาทต่อลิตร

วันนี้ (2 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์การสู้รบระลอกใหม่นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยน้ำมันดิบเบรนด์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนการสู้รบครั้งใหม่ จาก 88.13 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 94.65 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7.4% ด้านน้ำมันดิบ WTI ปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.38 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 90.22 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 8.2% ส่วนน้ำมันดิบดูไบ เพิ่มขึ้นจาก 82.70 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 88.75 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.32% ทางกระทรวงฯ คาดการณ์ว่าราคาพลังงานในตลาดโลกจะยังคงมีความผันผวนในระดับสูงและมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นที่มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 รวมทั้งการใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสถานะกองทุนฯ จะติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่รัฐบาลยังคงบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบกับภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนั้น กระทรวงพลังงาน ต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมัน E20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาท ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอ และมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 รวมทั้งได้รับการยืนยันจากค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ที่ยืนยันว่ารถยนต์สามารถเติมน้ำมัน E20 ได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้งานน้ำมัน E20 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th

"กระทรวงพลังงงาน ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลกและการสู้รบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นและการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากที่สุด ในยามที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนหันมาใช้น้ำมันทางเลือกอย่าง E20 ให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาทแล้ว น้ำมัน E20 ยังมีค่าออกเทนสูงถึง 95 ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย" นายวีรพัฒน์ กล่าว

ประเทศตัวตึงสายแข็ง“น้องรักของจีน”มีใครบ้าง ? โดย ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นที่ของโลก หลายคนเริ่มกังวลกับโอกาสเกิด “สงครามใหญ่” และเกิดคำถามว่า แล้วถ้ารบกัน ประเทศไหนจะอยู่ฝ่ายใด ใครจะเข้าพวกกับใคร จะเอียงข้างไหน บทความนี้จะเน้นวิเคราะห์ประเทศตัวตึงสายแข็งที่เป็น“น้องรัก”พร้อมอยู่เคียงข้างจีน โดยจะไล่เรียงตาม “ความดุดัน”ของแต่ละประเทศ วัดจากความพร้อมชนทางการทหารและต่อต้านขั้วอำนาจตะวันตก การจับมือกับ จีนด้านความมั่นคง ความร่วมมือทางการทหาร/ฐานทัพ และการซ้อมรบร่วมกับจีน รวมทั้งความกล้าเลือกข้างจีน อย่างเปิดเผย และแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของจีน

1) เริ่มจาก“เกาหลีเหนือ” นอกจากจะเป็นประเทศตัวตึงแสนดุดันที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครอง เกาหลี เหนือยังเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของจีน (Treaty Ally) เป็น“ประเทศเดียว” ในโลกที่จีนมีสนธิสัญญา ป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance) หากเกาหลีเหนือถูกโจมตี จีนมีพันธกรณีต้องเข้าช่วยรบ เกาหลีเหนือก็พร้อมสนับสนุน ช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ กองทัพของทั้งสองประเทศประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

2) ถัดมาคือ“อิหร่าน”น้องรักแสนดุดันของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังของอิหร่านพร้อมต่อสู้ ตอบโต้ และต่อต้านกองทัพของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างไม่เกรงกลัว ที่ผ่านมา จีนให้การช่วยเหลืออิหร่านในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จีนช่วยผลักดันให้อิหร่านเข้าเป็น สมาชิกกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization : SCO เพื่อช่วยอิหร่านจากการถูกโดด เดี่ยวโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก จีนพร้อมสนับสนุนทางการทูตให้อิหร่านในเวทีสหประชาชาติ ฝ่ายอิหร่านก็ตอบแทนจีนด้วยการส่งออกน้ำมันดิบขายให้ในราคาถูกพิเศษ ชำระด้วยเงินหยวน และ เปิดทางให้จีนมีโอกาสผูกขาดและเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้ง เทคโนโลยีทางการทหารจากจีน และอื่นๆ เช่น สัญญานดาวเทียมเป่ยโต่ว (BeiDou) ของจีน ในปี 2021 ทั้งคู่ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร (จีนไม่เคยทำข้อตกลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้กับประเทศอื่นในภูมิภาค) จีนต้องการใช้อิหร่านเป็น 1 เครื่องมือคานอำนาจกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยที่ไม่จำเป็นต้องประกาศความเป็นพันธมิตรทางทหารอย่าง เปิดเผย (แตกต่างกับกรณีเกาหลีเหนือ) ทั้งนี้ เพื่อรักษาดุลอำนาจกับประเทศอื่นในตะวันออกกลาง จีนยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ที่ใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆด้วย

3) “ปากีสถาน” น้องรักสายแข็งในเอเชียใต้ของจีน ปากีสถานเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ใน ครอบครอง สีจิ้นผิงใช้คำเรียกปากีสถานว่าเป็น“พี่น้องแนบแน่นดุจเหล็กกล้า”(Iron Brother) ที่ผ่านมา ปากีสถานมีความตึงเครียดชายแดน/สู้รบกับอินเดียหลายครั้ง จีนคบกับปากีสถานเพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจกับอินเดีย แม้ว่าจีนกับปากีสถานไม่มีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คู่นี้มีความสัมพันธ์ใน ระดับ "หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกสถานการณ์" (All-Weather Strategic Cooperative Partnership) และปากีสถานพึ่งพาจีนด้านเทคโนโลยีทางทหารและยุทโธปกรณ์ ความสัมพันธ์ด้านการทหารของคู่ นี้มีทั้งการขายอาวุธให้ในราคามิตรภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมผลิต เช่น การร่วมผลิตเครื่องบินรบ ภายใต้โครงการ JF-17 Thunder นอกจากนี้ จีนยุคสีจิ้นผิงได้เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ China- Pakistan Economic Corridor : CPEC ภายใต้ยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) เช่น จีนไปช่วยพัฒนาท่าเรือน้ำลึก กวาดาร์ เพื่อใช้ปากีสถานเป็นทางออกสู่ทะเลอาหรับ และใช้เป็นอีกเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ

4) ในทวีปละตินอเมริกา คิวบาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์สังคมนิยมกับจีนมาอย่างยาวนาน และเป็น เสมือน "หน้าด่านสายแข็ง" ของจีนที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ไมล์ คิวบามีประวัติศาสตร์กล้าท้าชน เผชิญกับมหาอำนาจสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ จีนคบกับคิวบา เพื่อยืมมือใช้คานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์กับโลกตะวันตก และช่วยสนับสนุนคิวบาในเวที ระหว่างประเทศ เช่น การประณามและเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับคิวบา และให้การ ช่วยเหลือคิวบาในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการค้าและโครงการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และการบริจาคให้เปล่า เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปจนถึงการขายอาวุธให้ในราคาพิเศษ หรือการให้เงินกู้เพื่อซื้ออาวุธ และช่วยให้คิวบาปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ในหลายกรณี จีนก็ยกหนี้ให้คิวบา 2 ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนให้ความช่วยเหลือเหล่านี้ เพื่อแลกกับการใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อความมั่นคง ของจีน รวมทั้งการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินสำหรับระบบดาวเทียมเป่ยโต่วในคิวบา ซึ ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ ด้วย ความกังวลว่า จีนจะใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการด้านข่าวกรอง และติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารและฐานทัพ สำคัญของสหรัฐฯ ในรัฐฟลอริดาอย่างใกล้ชิด

5) น้องรักของจีนในยุโรป คือ เซอร์เบีย ประเทศสายแข็งที่ยืนเดี่ยวท้าทายตะวันตก เซอร์เบียมีความดุดัน ในแง่ของอุดมการณ์และการทูต และเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ปฏิเสธการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งไม่สนใจเข้าร่วม กลุ่ม NATO และพร้อมใช้การทูตที่แข็งกร้าว เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่ข้อพิพาทโคโซโว (Kosovo) อีกจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความสัมพันธ์จีน-เซอร์เบีย คือ เหตุการณ์ในปี 1999 ฝ่ายกองกำลัง NATO นำโดยสหรัฐฯ มีการโจมตีทิ้งระเบิดในกรุงเบลเกรด (เมืองหลวงของเซอร์เบีย) เพื่อยุติสงครามโคโซโว แต่ เกิดเหตุไม่คาดคิด ขีปนาวุธของสหรัฐฯกลับพุ่งชนสถานทูตจีนประจำกรุงเบลเกรด ส่งผลให้นักข่าวชาวจีนเสียชีวิต และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความโกรธแค้นให้กับทั้งชาวจีนและชาวเซิร์บ จีนยื่นมือเข้ามาสนับสนุนเซอร์เบียในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ในยามที่เซอร์เบียถูกกดดัน/โดดเดี่ยว จากสหภาพยุโรป และโลกตะวันตก เซอร์เบียพึ่งพาจีนทางการทหาร และเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งซื้อ“ระบบ ป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง FK-3”จากจีน รวมทั้งโดรนติดอาวุธ (CH-92A) จากจีน ในแง่ผลประโยชน์ จีนปักหมุดสร้างความใกล้ชิดกับเซอร์เบีย เพื่อใช้เป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้อยู่ใจกลางทวีป ยุโรป และใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเข้าสู่คาบสมุทรบอลข่านและยุโรป ภายใต้โครงการ BRI จีนได้ลงทุนสร้าง รถไฟเชื่อมกรุงเบลเกรด (เซอร์เบีย) - กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) ซึ ่งเปิดให้บริการขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ ปีนี ้ และช่วยลดระยะเวลาขนส่งจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง 4-5 ชั่วโมง

6) “ทาจิกิสถาน” น้องรักของจีนในเอเชียกลาง จีนใช้เป็นป้อมปราการเพื่อความมั่นคง ด้วยพรมแดนที่ติด กับซินเจียงของจีนและอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานเป็นประเทศเดียวในเอเชียกลางที่ยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาตั้ง “ฐานทัพลับ” โดยกองกำลังกึ่งทหารของจีน และหน่วยลาดตระเวนร่วมบริเวณชายแดนจุดตัดของ 3 ประเทศ (ถือ เป็นปฏิบัติการทางทหารกึ่งถาวรของจีน) เพื่อความมั่นคงในซินเจียงของจีน และร่วมมือกันล่าตระเวนปราบปราม ลัทธิสุดโต่งทางศาสนา ที่ผ่านมา ทาจิกิสถานมีความดุดันแข็งกร้าวในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และใช้กำลัง ปราบกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอย่างเด็ดขาด 3 ล่าสุด ในปี 2026 จีนและทาจิกิสถานยกระดับความสัมพันธ์และลงนามใน“สนธิสัญญามิตรภาพและ ความเป็นพันธมิตรอย่างถาวร”(Permanent Friendship Treaty) เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร การต่อต้านการก่อการร้าย และด้านข่าวกรอง รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงานและอื่นๆ เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Central Asia-China Gas Pipeline Line D (ผ่านเติร์กเมนิสถาน-อุซเบกิสถาน-ทาจิกิสถาน-คีร์กีซสถาน-ซินเจียง ของจีน) แนวท่อส่งก๊าซสาย D นี้ จะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่งในทาจิกิสถาน รวมระยะทางกว่า 391 กิโลเมตร

7) สำหรับกลุ่มอาเซียน กัมพูชา ถือเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของจีน และเป็นน้องรักสายเหล็กกล้า อีกรายของจีน (Ironclad Friends) ผู้นำตระกูลฮุนของกัมพูชากล้าแสดงออกในการ“เลือกข้างจีน”อย่างชัดเจน ฮุนเซนเคยคัดค้านการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนที่มีประเด็นทะเลจีนใต้ เพื่อปกป้องจีนอย่างเปิดเผย กัมพูชาเปิดทางให้กองทัพจีนเข้ามาช่วยปรับปรุงและนำเรือรบเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม และกองทัพ กัมพูชาพึ่งพาการสนับสนุนทางการทหารจากจีนสูงมาก

(อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร”
ใน https://thestandard.co/china-cambodia-hun-sen-thailand-ties/ )

ล่าสุด จีนและกัมพูชามีการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไก 2+2 คือ การประชุมร่วม ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2569

8) อีกประเทศน้องรักของจีนในอาเซียน คือ เมียนมา เป็นเสมือนรัฐกันชนของจีนที่ติดกับอินเดีย รัฐบาล ทหารเมียนมาต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการทหารและการทูต จีนทำหน้าที่เป็นทั้ง“ท่อ น้ำเลี้ยงหลัก”และเกราะคุ้มกันทางการทูตที่ช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมอำนาจรัฐ ท่ามกลางการ ถูกโดดเดี่ยวจากเวทีสากล ในมุมผลประโยชน์ของจีน เมียนมามีความสำคัญในแง่การเป็นแหล่งพลังงาน และการเป็นด่านหน้าออกสู่ มหาสมุทรอินเดีย จีนใช้เมียนมาเป็นทางลัดเลี่ยงช่องแคบมะละกา โดยได้ลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว (Kyaukphyu) หรือท่าเรือ“เจียวเพียว”ในภาษาจีนกลาง ท่าเรือแห่งนี้อยู่ในรัฐยะไข่ รวมทั้งการสร้างท่อส่งน้ำมัน และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร เชื่อมตรงเข้ามณฑลยูนนานของจีน เพื่อเป็นเส้นทางสำรอง ในการขนส่งสินค้าและพลังงานเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านสิงคโปร์หรือผ่านพื้นที่อิทธิพลของ สหรัฐฯ 4

9) ปิดท้ายด้วยอีกประเทศสายแข็งแสนดุดันที่ไม่ใช่น้องรักแต่เป็น“เพื่อนรัก”สุดซี้ของจีน คือ รัสเซีย ทั้ง สองประเทศยกระดับความสัมพันธ์“หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้ขีดจำกัด” (No-Limits Partnership) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีปูตินมีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือกันในทุก มิติอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการซ้อมรบร่วมกันบ่อยครั้ง ทั้งทางทะเลและทางอากาศ (อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาท"ซื้อใจจีน"และกลายเป็น"คู่ซี้"สีจิ้นผิง” ใน https://thestandard.co/putin china-territory-friendship/)

โดยสรุป ประเทศสายแข็งเหล่านี้กลายเป็นน้องรักที่จีนให้การอุปการะ“เลี้ยงต้อย”มาอย่างยาวนาน จีนซุ่ม ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินทุน ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางการทหาร และการ คุ้มครองทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาจีนด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ หลาย ประเทศได้มีที่ยืนบนเวทีโลก แม้จะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะเดียวกัน ประเทศน้องรักเหล่านี้ก็พร้อม ตอบแทนบุญคุณ และตอบสนองผลประโยชน์ของจีน รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะยืนเคียงข้างจีนใน“สมรภูมิรบ”และ พร้อมเป็น“เสียงของจีน”ในเวทีต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

“BCPG” เปิดบ้านพลังงานสะอาด!! ต้อนรับ กฟผ. กฟน. และโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก โชว์เทคโนโลยีไฟฟ้าพลังงานแสง ขับเคลื่อนด้วย War Room ระบบรวมศูนย์ ยกระดับบริหารจัดการแบบเรียลไทม์

“BCPG” เปิดบ้านพลังงานสะอาด ต้อนรับ กฟผ. กฟน. และโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก

นายปัญจพล ศรีหงส์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับผู้บริหารและคณะจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดบีซีพีจี อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยบีซีพีจีนำเสนอเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หลากหลายรูปแบบ พร้อมพาคณะสัมผัสการทำงานของ War Room ศูนย์บริหารจัดการและติดตามการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลจากโรงไฟฟ้าของบีซีพีจีทั่วประเทศผ่าน Single Integrated Platform เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล การติดตามสถานะการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ และการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนศักยภาพของบีซีพีจีในการผสานเทคโนโลยีและข้อมูลเข้ากับการบริหารจัดการพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และร่วมขับเคลื่อนพลังงานแห่งอนาคต

แมนฯ ซิตี้เดินเกมแรง!! คว้า ‘เอ็นโซ เฟร์นานเดซ’ ตกลงค่าตัว 125 ล้านปอนด์ ทาบสถิติค่าตัวสูงสุดเกาะอังกฤษ เตรียมตรวจร่างกาย ‘เอ็นโซ’ หลังตกลงค่าตัวเชลซีได้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บรรลุข้อตกลงในการคว้า เอ็นโซ เฟร์นานเดซ กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินาของ เชลซี มาร่วมทัพด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเกาะอังกฤษร่วมกับ อเล็กซานเดอร์ อิซัก กองหน้า ลิเวอร์พูล

โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า แมนฯ ซิตี้ ยื่นข้อเสนอในการคว้า เอ็นโซ มาร่วมทัพให้ได้ในตลาดนักเตะรอบนี้ขณะที่แข้งวัย 25 ปีก็ต้องการย้ายไปเล่นกับ “เรือใบสีฟ้า” เช่นกัน

ล่าสุด “บีบีซี” เผยว่า แมนฯ ซิตี้ บรรลุข้อตกลงกับ เชลซี ในการเซ็นสัญญา เอ็นโซ มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์ และเตรียมเข้าตรวจร่างกายกับ “เรือใบสีฟ้า”

และหากดีลดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นสถิติสูงสุดของเกาะอังกฤษร่วมกับ อเล็กซานเดอร์ อิซัก ที่ย้ายจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10383090

วุฒิการศึกษาไทย ใช้ทำงานได้ในต่างประเทศ ไม่ใช่แค่กระดาษใบเดียว

สาวไทยแต่งงานกับหนุ่มดัตช์ ย้ายไปตั้งรกรากในเนเธอร์แลนด์ เล่าประสบการณ์หางานทำที่ยากลำบาก 

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/19RwbWvMgm/

บุหรี่เถื่อนเต็มคันรถ!! ปิดด่าน 100% แต่เฝ้าระวังไม่หยุด กองทัพเรือยึดบุหรี่เถื่อนเต็มคัน รวบผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย ที่ชายแดนจันทบุรี ย้ำไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้าประเทศ

“ปิดด่าน 100% แต่การเฝ้าระวังไม่เคยปิด” ทหารพรานนาวิกโยธินสกัด 3 รถต้องสงสัย ยึดบุหรี่เถื่อนเต็มคัน มูลค่ากว่า 65 ล้านบาท รวบ 7 ราย ชายแดนจันทบุรี

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแปลง ปฏิบัติการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจการลักลอบกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยจำนวน 3 คันผ่านเข้ามาในพื้นที่ จึงเข้าตรวจสอบและตรวจค้น พบรถยนต์ 1 คันบรรทุกบุหรี่ต้องสงสัยผิดกฎหมายมาเต็มคันรถ มูลค่าของกลางประมาณ 65 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมรถยนต์ทั้ง 3 คัน พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย นำไปตรวจสอบและสอบสวนเพิ่มเติม ณ ฐานปฏิบัติการคลองตาดำ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนและรายละเอียดของบุหรี่ที่ตรวจยึด ตลอดจนขยายผลถึงที่มา เส้นทางการลำเลียง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

แม้ปัจจุบันพื้นที่ชายแดนในความรับผิดชอบของกองทัพเรือจะดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” แต่การปิดด่านมิได้หมายความว่าความพยายามลักลอบข้ามแดนหรือขนส่งสิ่งผิดกฎหมายจะหมดไป เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังทั้งช่องทางธรรมชาติและเส้นทางที่อาจถูกใช้หลีกเลี่ยงจุดผ่านแดนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กองทัพเรือจึงยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งการข่าว การลาดตระเวน การตั้งจุดสกัด และการซุ่มเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบและอาชญากรรมทุกรูปแบบ

“ปิดด่าน 100% ไม่ได้หมายถึงแค่ปิดประตูชายแดน แต่หมายถึงต้องเฝ้าทุกช่องทาง ไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้ามาได้”

‘สุริยะ’ ดันยางพารายุคใหม่!! ลงพื้นที่สงขลา ฟังปัญหาเกษตรกร มอบเงินอุดหนุนเสริมศักยภาพสถาบันเกษตรกร ส่งเสริมปลูกพืชแซมลดเสี่ยงราคายาง ช่วยเพิ่มรายได้เสริมคุมความผันผวน

“สุริยะ” ดันยางพารายุคใหม่ ปลูกพืชแซมลดเสี่ยงราคายาง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่สหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้าง จำกัด ตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา พบปะและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อนำข้อมูลประกอบการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานให้แก่สถาบันเกษตรกรด้านยางพารา 6 แห่ง และมอบเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์อีก 3 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและเสริมความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรในพื้นที่

นายสุริยะ กล่าวว่า ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ มีเกษตรกรเกี่ยวข้องกว่า 1.5 ล้านคน การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเพิ่มมูลค่าผลผลิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการใช้พื้นที่สวนยางให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การปลูกพืชร่วมยางและพืชแซมยางในช่วงที่ต้นยางยังไม่ให้ผลผลิต เพื่อสร้างรายได้เสริมและลดการพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงทางเดียว

จากนั้น คณะได้เดินทางเยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งมีการปลูกพืชร่วมยางและพืชแซมยาง รวมถึงสับปะรดและไม้พะยูง สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่อย่างคุ้มค่า ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้หลายทางระหว่างรอผลผลิตยาง และช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ราคายางผันผวน ภายใต้แนวคิด “ใช้พื้นที่คุ้มค่า มีรายได้หลายทาง ลดความเสี่ยง สร้างความมั่นคงให้ครัวเรือนเกษตรกร”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1553986493430349&set=a.301244415371236

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพ ดัน Functional Food สู่เศรษฐกิจใหม่ 50 ทีมประชันเมนูสุขภาพในเวทีปรุงสุข คัด “5 จานเด่น” ต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพในโครงการ “ปรุงสุข” ยกระดับอุตสาหกรรม Functional Food สู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่

เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขันทำอาหารรอบ KITCHEN STAGE HACKATHON ในโครงการปรุงสุข โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 50 ทีมจาก 200 ทีม ร่วมรังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเฟ้นหายอดทีม “Top 30” และ “5 จานเด่น” สำหรับขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเมนูสุขภาพสู่สังคมและธุรกิจในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้ง 10 ท่านร่วมตัดสิน

ผลปรากฏว่า ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกจนคว้ารางวัล "5 จานเด่น" ได้แก่ ทีม Carrot Labs, เสิร์ฟสุข, กล้วยเชื่อมใจ, มิสแกรนด์ปรุงสุข และ สุขใจได้ปรุง นอกจากนี้ ทั้ง 5 ทีมยังรวมกับทีมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีก 25 ทีม เป็นกลุ่ม Top 30 ซึ่งได้รับเงินรางวัลสนับสนุนทีมละ 10,000 บาท พร้อมสิทธิ์การตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ Cookbook ของโครงการ ได้แก่ ทีม 4 หนุ่มแอนโท, ฝรั่งขี้นก, แตงกวาสายรุ้ง, แพงดิ๊ก, อะโวคาโด้บู้สบู้ส, มะเขือเทศราชินี, Morning P, Bijin Tomato, พริกแดงแกงร้อน, Flying Angel, ตู้กับข้าว, มะเขือเทศแด๊งแดง, Wellness Cuisine, มะม่วงเบา แต่ไม่เบา, ซูกินี, มันดีต่อใจ, คะน้าฮ่องกง, ปรุงรัก ปรุงสุข, Magic miracle, แตงกวาดอง, Beta Bright Pumpkin, กล้วยหักมุข, มะเขือเทศสีดา, ทองก้อน และ Eataholic

สำหรับบรรยากาศการแข่งขันในรอบนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความคึกคักและเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกทีมต้องนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและเทคนิคต่าง ๆ ตลอดการอบรม 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเมนูอาหาร Functional Food ที่อุดมด้วยสารอาหารตามธรรมชาติ หรือสารอาหารเฉพาะที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะได้มากกว่าโภชนาการพื้นฐานทั่วไป ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาโครงสร้างเมนูอาหาร 6 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2.องค์ประกอบสารอาหารและโภชนาการ 3.คุณค่าหลักของเมนู 4.การตอบโจทย์พฤติกรรมการกินอาหารสุขภาพ 5.ต้นทุนและโอกาสเชิงพาณิชย์ในการทำธุรกิจอาหารสุขภาพ และ 6.ความโดดเด่นของเมนูอาหารที่แตกต่างจากคู่แข่ง

พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจากเชฟผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมงาน ได้แก่ เชฟคิตตี้-เสาวกิจ ปรีเปรม, เชฟเปี๊ยก-วัชรพงษ์ เมฆผึ้ง, เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน, เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์, เชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล, เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์, เชฟเชอร์รี-อนัญญวีร์ งามจิตสิทธิชัย, เชฟพิช-พิชญุตม์ เหมชาติวิรุฬห์ พร้อมด้วย คุณฝน-กฤดิ์ชนา หุตะแพทย์ และ อาจารย์ฟิล์ม-ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ มาร่วมให้คะแนนและคัดเลือกผลงานอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนจากรสชาติความกลมกล่อม ความคิดสร้างสรรค์ การจัดจานและการนำเสนอ ข้อมูลทางโภชนาการ และศักยภาพเชิงธุรกิจ

นอกจากนี้ ในงานช่วงเช้าของโครงการยังมีการจัดบรรยายพิเศษโดย เชฟเคนท์-วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ ในหัวข้อ “อาหารเป็นยา” พร้อมทั้งเล่าถึงเกร็ดประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตที่เคยคิดจะหันหลังให้กับอาชีพเชฟ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับคืนสู่เส้นทางนี้เพราะตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบและอาหารที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องร่างกายช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพ พร้อมสาธิตการทำเมนูสุขภาพอย่าง “บวดเผือกมะพร้าวอ่อน” ให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด

ทางด้าน ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Skill Bridge ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความคาดหวังในการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่าอาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ และโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถนำเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์อาหารมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต

“อาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประกวดทำอาหารสุขภาพ แต่คือการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเทคโนโลยีมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างพื้นที่การแข่งขันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทยในอนาคต”

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของโครงการ พร้อมทั้งได้ประกาศข่าวดีเรื่องการนำผลงานจากเมนูสุขภาพทั้ง 50 เมนูของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบ 50 ทีมสุดท้ายไปจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม Cook Book นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดนำผลงานของผู้เข้าแข่งขันไปสู่กิจกรรม Chef’s Table ในอนาคต เพื่อเปิดเวทีระดับมืออาชีพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

“ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของการอบรม เราได้เห็นความมุ่งมั่นและการเติบโตของผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ออกสู่สังคม โดยหลังจากนี้ ทั้ง 50 เมนูสุขภาพที่รังสรรค์ขึ้นในรอบนี้ จะถูกรวบรวมและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ Cook Book เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ DPU ยังมีแผนจัดกิจกรรม Chef’s Table ในอนาคตอันใกล้ เพื่อนำเมนูเด่นเหล่านี้มาเสิร์ฟจริงในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นการสร้างเวทีระดับมืออาชีพและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในโครงการ”

จาก “พระเดือน” สู่ “เณรบอส” “ขจร แสงหิรัญ” กับเส้นทางทำสื่อกว่า 10 ปี เล่าเรื่องธรรมะผ่านสัจธรรมของชีวิตใน “ขจรนอนวัด” จนคว้า “รางวัลชนะเลิศ” ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จากเวที THAILAND MORAL AWARDS 2025

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวาระครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพื่อยกย่องบุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อที่เป็นต้นแบบด้านคุณธรรม และสามารถส่งต่อเรื่องราวของความดีให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

ในปีนี้มีผู้ได้รับการยกย่องรวม 109 รางวัล แบ่งเป็นประเภทสื่อ 57 รางวัล ประเภทบุคคล 25 รางวัล และประเภทชุมชนและองค์กร 27 รางวัล โดยพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม และผู้แทนภาคีต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

หนึ่งในผลงานที่ได้รับการยกย่องบนเวทีครั้งนี้ คือ “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” ผลงานจากช่อง “ขจรนอนวัด” ของ ขจร แสงหิรัญ ซึ่งได้รับ รางวัลชนะเลิศ ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างผลงานเพียงชิ้นเดียว หากมีเส้นทางการทำงานที่ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปี

>> จากสารคดี “พระเดือน” สู่เส้นทางของ “ขจรนอนวัด”

หากย้อนกลับไปดูร่องรอยการทำงานของ ขจร แสงหิรัญ จะพบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและงานสารคดีไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่อง “ขจรนอนวัด” เป็นที่รู้จัก

ฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตมีบันทึกผลงานเมื่อปี พ.ศ. 2558 ชื่อภาพยนตร์สารคดี “พระเดือน” โดยระบุชื่อผู้สร้างคือ “ขจร แสงหิรัญ” สอดคล้องกับข้อมูลบนช่อง YouTube “ขจรนอนวัด Official Thailand” ซึ่งระบุเส้นทางการสร้างสารคดีมาตั้งแต่ปี 2015

ช่องขจรนอนวัดระบุเป้าหมายของการทำงานไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการสร้างสรรค์สื่อคุณภาพสู่สังคม ผ่านรูปแบบทั้งสารคดี ประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์ ขณะที่ขจรเองทำงานในหลายกระบวนการ ตั้งแต่ Producer, Director การเขียนบทสารคดี การถ่ายทำ การตัดต่อ ไปจนถึงการจัดการด้านเสียงบรรยาย

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา จึงเห็นได้ว่าเรื่องราวของวัด พระสงฆ์ สามเณร ประวัติศาสตร์ และการปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งของการผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นแนวทางการทำงานที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่อง

>> เล่าเรื่อง “วัด” ผ่านเรื่องของ “คน”

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผลงานของ “ขจรนอนวัด” มีรูปแบบแตกต่างจากการนำเสนอเรื่องวัดโดยทั่วไป คือการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแนะนำสถานที่หรือบอกว่าแต่ละวัดมีสิ่งใดน่าสนใจ แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของผู้คน ศรัทธา ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่อยู่ภายในสถานที่เหล่านั้น

เมื่อพิจารณารายชื่อผลงานของขจรนอนวัด จะพบเนื้อหาหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องของพระปฏิบัติ วัดในพื้นที่ต่าง ๆ ประวัติศาสตร์ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น สารคดีวัดเวฬุวัน ซึ่งมียอดรับชมมากกว่า 125,000 ครั้ง รวมถึงสารคดีเกี่ยวกับหลวงตาศิริ อินฺทสิริ วัดถ้ำพวง วัดเขาถ้ำเทพพิทักษ์ และเรื่องราวของพระสงฆ์หรือบุคคลที่ดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความเชื่อและการปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวทำให้ “ธรรมะ” ไม่ได้ถูกนำเสนอในรูปแบบคำสอนเชิงนามธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิคของ Documentary Storytelling และเรื่องราวของชีวิตจริง ทำให้ประเด็นที่บางคนอาจมองว่าอยู่ไกลตัว สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้ชมได้มากขึ้น

ผลงาน “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางนี้

การเลือกติดตามชีวิตของสามเณรตลอดช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้พระพุทธศาสนาถูกถ่ายทอดผ่านกิจวัตร ความสัมพันธ์ การฝึกตน และรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตจริง แทนการนำเสนอผ่านคำสอนเพียงอย่างเดียว

ในโลกดิจิทัลที่ผู้ผลิตสื่อจำนวนมากแข่งขันกันเพื่อดึงความสนใจของผู้ชมภายในเวลาอันรวดเร็ว ขจรกลับเลือกใช้รูปแบบ “สารคดี” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา สมาธิ และความต่อเนื่องในการรับชม พร้อมเลือกเล่าเรื่องวัด พระ สามเณร ธรรมะ และคุณค่าของชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่เนื้อหาที่ถูกมองว่าเป็นกระแสหลักบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

แต่แนวทางที่แตกต่างนี้เอง ได้นำผลงานของเขาไปสู่ รางวัลชนะเลิศ ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จากเวที THAILAND MORAL AWARDS 2025

>> เมื่อแนวทางที่เลือกเดิน ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับประเทศ

THAILAND MORAL AWARDS เป็นรางวัลระดับประเทศที่ดำเนินการโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ภายใต้แนวคิด “คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม”

สำหรับ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ ครอบคลุมทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล โดยผลงานที่ได้รับการพิจารณาต้องมีแนวคิด เนื้อหา และรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจ และมีผลเป็นที่ประจักษ์ต่อชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ

ด้วยเหตุนี้ การได้รับรางวัลชนะเลิศของ “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” จึงไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพด้านการผลิตสื่อ แต่ยังสะท้อนถึงการที่ผลงานสามารถถ่ายทอดคุณค่าและส่งต่อเรื่องราวไปยังผู้ชมได้

จากสารคดี “พระเดือน” ในปี พ.ศ. 2558 มาจนถึงผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ระยะเวลามากกว่า 10 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างต่อเนื่องในแนวทางที่ขจร แสงหิรัญ เลือกเดินมาตั้งแต่ต้น

>> จากเรื่องธรรมะ สู่คุณค่าที่ส่งต่อสังคม

ความสำเร็จของ “ขจรนอนวัด” จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับผลงานสารคดีเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า สื่อที่เลือกเล่าเรื่องอย่างมีจุดยืนและทำงานในแนวทางนั้นอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาได้

จากการเล่าเรื่องพระพุทธศาสนา วัด พระสงฆ์ สามเณร ประวัติศาสตร์ และการปฏิบัติธรรม ขจร แสงหิรัญ ใช้รูปแบบสารคดีพาผู้ชมเข้าไปมองเห็นชีวิต ความสัมพันธ์ ศรัทธา และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในเรื่องราวเหล่านั้น

รางวัลชนะเลิศ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงผลของการทำงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนว่าสื่อดิจิทัลไม่ได้มีพื้นที่เฉพาะสำหรับเรื่องที่รวดเร็วหรือเป็นกระแสเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่สำหรับเรื่องราวที่สามารถส่งต่อคุณค่าและสร้างความหมายให้กับสังคมได้เช่นกัน

และสำหรับ ขจร แสงหิรัญ พื้นที่นั้นมีชื่อว่า “ขจรนอนวัด”

แหล่งอ้างอิง
1. ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) — ข่าวพิธีมอบ THAILAND MORAL AWARDS 2025 
2. ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) — ข้อมูลการคัดเลือกและแนวคิด THAILAND MORAL AWARDS 
3. ช่อง YouTube: ขจรนอนวัด Official Thailand
4. ฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต — รายการผลงานนิเทศศาสตร์ พ.ศ. 2558 
5. Facebook: Moral Center / ศูนย์คุณธรรม 
จัดทำจากข้อมูลที่สืบค้นและเรียบเรียง ณ 31 สิงหาคม 2569

ปิดฉากตำนานฟ้าขาว ‘ลิโอเนล เมสซี’!! ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการ หลังรับใช้ชาติตั้งแต่ปี 2005 พร้อมฝากแชมป์โลก 2022 เป็นมรดก ทำสถิติลงเล่น 207 นัด ยิง 125 ประตู รับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด

ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการพร้อมรับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด

โดย เมสซี ลงสนามให้กับอาร์เจนตินาชุดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2005 อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ในปี 2016 เจ้าตัวเคยรีไทร์จากการเล่นให้ทัพ “ฟ้าขาว” มาแล้วก่อนจะคัมแบ๊กอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018

และดาวเตะจาก อินเตอร์ ไมอามี รายนี้ก็มีส่วนสำคัญช่วยให้ อาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022

อย่างไรก็ตามหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่ทัพ “ฟ้าขาว” ได้รองแชมป์มีกระแสข่าวว่า เมสซี จะอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา

ล่าสุดแข้งวัย 39 ปีรายนี้ยืนยันเรื่องดังกล่าวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “หลังจากเวลาผ่านไปนานนับตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศ และหลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมอยากจะบอกทุกคนว่า ผมขอประกาศเลิกเล่นทีมชาติ มันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด และยังคงเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ข้างใน แต่ผมเข้าใจว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม”

“ผมขอสาบานว่าผมทุ่มเททุกอย่างเสมอ ไม่ใช่แค่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่เราคว้าแชมป์ทุกอย่าง แต่ก่อนหน้านั้นด้วย ผมต่อสู้และทุ่มเททุกอย่างเพื่อเสื้อตัวนี้ เพื่อนำความสุขมาให้พวกคุณ และทำให้พวกคุณรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นชาวอาร์เจนตินาผ่านฟุตบอล”

“เหลือเวลาไม่มากแล้ว และบทต่างๆ ก็กำลังจะจบลง นี่เป็นบทที่เจ็บปวดที่สุดบทหนึ่ง ผมรัก ผมรัก และผมจะรักการเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติเสมอ ผมทุ่มเททุกอย่างที่มี และผมไม่มีอะไรจะให้ได้อีกแล้ว”

“นอกจากนี้ ยังมีนักเตะดาวรุ่งฝีมือดีมากมายที่กำลังก้าวขึ้นมาและสมควรที่จะได้อยู่ที่นี่”

ทั้งนี้ เมสซี ลงสนามให้ อาร์เจนตินา ทั้งหมด 207 นัดทุกรายการทำได้ 125 ประตูหับ 68 แอสซิสต์ซึ่งนอกจากแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 แล้วเจ้าตัวยังเคยพาทัพ “ฟ้าขาว” คว้าแชมป์โคปา อเมริกา 2 สมัยในปี 2021, 2024 และฟินาลิสซิมา 1 สมัยในปี 2022 เป็นต้น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10381778


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top